ลองมารับฟังความคิดเห็นในมุมมองที่แตกต่าง จากภายนอกดูบ้างนะครับ
ลองอ่านแล้วมาชั่งน้ำหนักดูระหว่างข้อดีและข้อเสียที่เกิดขึ้น
จะได้พิจารณาป้องกันและแก้ไขไม่ให้เกิดขึ้น หรือลดผลกระทบให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด
บทความที่นำมาให้อ่านด้านล่าง เป็นผลงานของหน่วยงานอื่น
การชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนเป็นเรื่องสำคัญครับ
--------------------------------------------------------------------------------------
หยุด! กระทำชำเราแม่น้ำและลำคลองเสียที..คนดีๆ เขาไม่ทำกัน
Posted by พญาไฟสีเทา
วันอาทิตย์ ที่ 22 พฤษภาคม 2554
Posted by พญาไฟสีเทา , ผู้อ่าน : 831 , 17:37:27 น. หมวด : ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
“คลองมันอยู่ดีๆ ไม่รู้จะไปลอกทำไม? พอเสียหายขึ้นมาก็ไม่มีใครรับผิดชอบ จับมือใครดมไม่ได้” นี่คือคำบ่นของเพื่อนพ้องพี่น้องชาวบ้านระหว่างที่ผมแวะเวียนไปเยี่ยมถิ่นเก่าแถวๆ พังงาและระนอง
สอง สามปีที่ผ่านมา ลำคลองธรรมชาติเกือบทุกสายในแถบอำเภอคุระบุรี สุขสำราญ กะเปอร์ เป็นเป้าหมายอันหวานหอมของโครงการขุดลอกคลอง โดยมีสารพัดเจ้าภาพทั้ง องค์การบริหารส่วนตำบล หน่วยงานในสังกัดกรมชลประทาน กรมการป้องกันบรรเทาสาธารณะภัย ฯลฯ แย่งชิงกันดำเนินโครงการ ที่มาพร้อมกับงบประมาณโดยไม่ฟังเสียงทักท้วงจากชาวบ้านเลยแม้แต่น้อย
สภาพ ภูมิประเทศแถบอำเภอคุระบุรี อำเภอสุขสำราญ อำเภอกะเปอร์ เป็นพื้นที่ชายฝั่งแคบๆ ด้านทิศตะวันออกเป็นเทือกเขาสูงที่ลากยาวเป็นสันหลังแบ่งระหว่างทะเล อันดามันและอ่าวไทย ปัญหาน้ำท่วมที่พบในแถบนี้ก็คือ เวลาฝนตกหนักน้ำลงมาจากป่าเขามากเมื่อเจอช่วงน้ำทะเลหนุนระบายน้ำออกไปไม่ ทันก็เกิดน้ำท่วม
แต่ด้วยปัจจัยที่สภาพพื้นที่มีความลาดชันและลำคลองก็สายสั้นๆ ไม่เกิน 40 กิโลเมตร ทำให้น้ำท่วมแต่ละครั้งแทบไม่เกิน 3 ชั่วโมงสภาพ ที่ดูเหมือนเป็นความเดือดร้อนที่ว่านี้ถูกบรรดาหน่วยงานตั้งแต่ท้องถิ่นไปจน ถึงกรมชลประทาน หยิบยกไปเป็นข้ออ้างเพื่อทำโครงการขุดลอกคลอง ทั้งผลประโยชน์ในแง่งบประมาณที่อยู่ตรงหน้า และผลประโยชน์ลับๆ ที่ได้จากการเอาหิน เอาดิน เอาทรายไปขาย
ผลกระทบที่เกิดขึ้นแน่ๆ ก็คือระบบนิเวศแม่น้ำลำคลองที่ต้องเสียไป ต้นไม้ พันธุ์ไม้ริมคลองที่เคยปกคลุมร่มเย็นถูกขุดลอกออกไป สายน้ำที่เคยไหลคดเคี้ยวถูกตัดเป็นเส้นตรง วังน้ำที่เคยเป็นแหล่งอาศัยของกุ้งหอยปูปลาในยามหน้าแล้ง ถูกกลบถูกถมจนไม่เหลือสภาพ
หลังจากกระทำชำเราแม่น้ำลำคลองเหล่านั้นจนสาแก่ใจแล้ว...ไม่ต้องไปพูดถึงว่าชาวบ้านจะไปหากุ้งหอยปูปลาเช่นแต่ก่อน..ลืมไปได้เลย ลูกอ๊อดสักตัวก็หาไม่เจอที่คลองนางย่อน คลองบางปง ที่อำเภอคุระบุรี หลัง อบต.ใช้งบจังหวัด 2-3 แสน ขุดลอกคลองโดยอ้างว่าเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเสร็จสรรพเรียบร้อยแล้ว นอกจากจะทำลายพลับพลึงธารซึ่งเป็นพืชเฉพาะถิ่นและ (โครต) หายากไปจนหมดแล้ว ปรากฏว่าน้ำเค็มลุกล้ำเข้าไปคลองลึกกว่าเดิม ผมไม่รู้ว่าพวกเขาตั้งใจให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นหรือเปล่า เพราะต่อมากรมชลประทานเสนอโครงการของบประมาณเงินภาษีของเราๆ ท่านๆ อีกราว 50 ล้าน เพื่อสร้างฝายป้องกันน้ำเค็มอีก 2 ตัว แต่ขณะเดียวกันเจ้าฝายที่สร้างขึ้นใหม่ก็ไปขวางทางน้ำทำให้น้ำท่วมเช่นเดิม…
ตกลงการแก้ไขปัญหาคืออะไร?
แก้ปัญหา-สร้างปัญหา-แก้ปัญหา-สร้างปัญหา
เห็นแล้วพาลให้ไปอยากไปเสียภาษีให้รัฐเพื่อเอาไปให้ผลาญเล่นแบบนี้เลย
ผล กระทบที่ตามมาอีกประการก็คือ หลังจากขุดลอกเอาหินเอาทราย ต้นไม้ริมตลิ่งออกไปหมดแล้ว แต่เดิมเวลาน้ำบ่ามาในหน้าฝน ก็มีต้นไม้ มีโขดหิน มีขาวัง ช่วยชะลอความรุนแรงของน้ำได้ไปมาก แต่เมื่อขุดลอกจนโล่งเตียน น้ำก็ไหลเร็วและแรงขึ้น ผลกระทบที่ตามมาก็คือบรรดาชาวบ้านที่มีที่ดิน มีบ้านเรือนอยู่ตามริมคลอง น้ำไหลแรง ตลิ่งก็ไม่มีต้นไม้พืชพันธุ์ปกคลุมก็เกิดการกัดเซาะสร้างความเสียหายให้กับ ชาวบ้าน.....และ โดยธรรมชาติของหิน ทรายในแม่น้ำลำคลอง...เมื่อเราขุดมันออกไป หิน ทรายด้านบนของลำคลองก็ต้องไหลลงมาแทนที่เดิมเพื่อสร้างความสมดุลให้กับตัว เอง การเคลื่อนตัวของหิน ของทรายเหล่านี้ก็เป็นสาเหตุของการพังทลายของตลิ่งแม่น้ำลำคลอง....เรามี ประสบการณ์และเห็นจนชินตา ที่ไหนมีการดูดทราย เชื่อขนมกินได้เลยว่าอีกไม่นานเรือกสวนไร่นาที่อยู่เหนือขึ้นไปต้องตลิ่งพัง แน่นอน
พอเข้าสู้ ช่วงหน้าแล้ง ด้วยสภาพคลองที่ขุดจนราบ วังน้ำที่เคยเป็นแหล่งเก็บน้ำในฤดูแล้ง เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำก็ถูกขุดถมไปหมด...ผลปรากฎว่าน้ำแห้งจนขอดคลอง
ความเสียหายเหล่านี้ก็ไม่รู้จะไปเรียกร้องเอากับใคร ชาวบ้านก็ได้แก่ก้มหน้าก้มตาบ่นกับปัญหาแต่ก็ไม่รู้จะแก้ไขมันได้อย่างไร..
ที่น่าเศร้าใจกว่านั้นก็คือ การสมคบคิดของนักการเมืองระดับท้องถิ่นบางคนที่ คนในหมู่บ้านอุตส่าห์เลือกมาเป็นตัวแทนของชาวบ้าน สมคบคิดกับบรรดานายทุนขุดลอกเอาหินดินทรายจากแม่น้ำลำคลองไปค้ากำไร โดยไม่สนใจความเดือดร้อนของลูกบ้านตนเอง ว่าดินจะพัง บ้านจะไปกับน้ำอย่างไร
พวก เขาอาศัยช่องว่างทางกฎหมาย เนื่องจากมีระเบียบกระทรวงมหาดไทยฉบับหนึ่งอนุญาตให้องค์การปกครองส่วนท้อง ถิ่น สามารถดำเนินการขุดลอกคลองเพื่อแก้ไขทั้งปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งไปได้ก่อน แล้วค่อยแจ้งขออนุญาตจังหวัดในภายหลัง ที่สำคัญบริษัทที่รับเหมา อบต.มาขุดก็ยังสามารถเอามูลค่าหินดินทรายที่ขุดเอาไปขาย เอามาหักลบกลบหนี้ได้อีก กลายเป็นช่องทางทำมาหากินแบบเนียนๆ แต่แสนจะหน้าด้านที่สุด
ที่ สำคัญการขุดลอกคลองเล่านี้ถือเป็นโครงการขนาดเล็ก แม้ผลกระทบจะรุนแรงอย่างที่เล่าให้ฟังข้างต้น แต่ตามเงื่อนไขและช่องว่างทางกฎหมายของกฎหมาย..ทำให้พวกเขาไม่จำเป็นต้อง ศึกษาผลกระทบทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน...เอา แค่การเปิดเวทีประชาพิจารณ์ รับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้เดือดร้อนแค่นี้ก็ยากเย็นเต็มที บางแห่งจัดประชุมก็ไประดมคนที่ไม่เสียประโยชน์มาร่วม...ในขณะที่ชาวบ้านผู้ ได้รับผลกระทบกลับไม่สนใจรับฟัง จะเป็นจะตายช่างหัวมัน
ผมไม่รู้ว่าจะต้องให้ขุดให้ลอกจนคลองเหล่านั้นฉิบหายไปอีกสักเท่าไร
เสียงของชาวบ้านจึงจะดังไปเข้าหูผู้มีอำนาจในจังหวัด และลงมาจัดการแก้ไขปัญหาให้กับชาวบ้านเสียที!!!!
ทุกข์ร้อนของชาวบ้านตาดำๆ
ภาพชาวบ้านห้วยเสียดและใกล้เคี ยงรวมตัวกันประชุมและมีมติค ัดค้านโครงการขุดลอกคลองห้ว ยเสียดกะเปอร์ของโครงการชลป ระทานระนอง
คลองมันอยู่ดีๆ ก็ไปขุดมันซะ!
มาดูคลองธรรมชาติสวยๆ
ที่อนาคตอาจจะไมมีเหลือให้ดู
1.) คลองแรกชื่อ "คลองนาคา" เป็นแหล่งที่พลับพลึงพืชเฉพาะถิ่นหนึ่งเดียวในโลก ผลของการขุดลอกคลอง ทำให้หินและทรายเคลื่อนตัว น้ำไหลแรงและเร็วยิ่งขึ้น จนหัวพลับพลึงธารหายไปหมดภาพเหล่านี้กำลังจะกลายเป็นอดีต
ขุดเสร็จแล้วเป็นอย่างนี้!
คนดีๆ เขาคงไม่ทำกัน
ข้อมูลเพิ่มเติม
คลองบางปงและคลองนางย่อนหลังการขุดลอก
รายงานการสำรวจพลับพลึงธาร
Water onion habitat ‘under grave threat’
ชะตากรรม “พลับพลึงธาร” หนึ่งเดียวในโลก
จี้รัฐเร่งคุ้มครองพลับพลึงธาร
หวั่น“พลับพลึงธาร”สูญพันธุ์ กระตุ้นท้องถิ่นช่วยอนุรักษ์
ผลกระทบจากการขุดลอกแม่น้ำลำคลอง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น